๑. โขน
การพัฒนารูปแบบการแสดง เป็นการแสดงที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เชื่อกันว่ามีรูปแบบหรือพัฒนาการมาจากการแสดง ๓ ประเภท ได้แก่ การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ การเล่นกระบี่กระบอง และการเล่นหนังใหญ่
๑) พัฒนามาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์
การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เป็นการแสดงที่มีเรื่องเป็นตำนานทางไสยศาสตร์ เชื่อว่าถ้าได้แสดงแล้วจะนำความเป็นสวัสดิมงคลให้เกิดแก่ผู้แสดงและประเทศชาติ จึงได้จัดแสดงในพระราชพิธีอินทราภิเษกในสมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่องในตำนาน มีว่า เทวดากับอสูรมีความต้องการตรงกัน คืออยากมีชีวิตเป็นอมตะจึงชวนกันไปกวนนํ้าในเกษียรสมุทรเพื่อทำนํ้าอมฤตขึ้นมาดื่มให้ชีวิตเป็นอมตะ วิธีกวนนํ้าในเกษียรสมุทร คือ นำเขามันทรคีรีเป็นแกนสำหรับกวนนํ้าและใช้ตัวพญาวาสุกรี (พญานาค เจ็ดหัว) เป็นเชือกพันเขามันทรคีรีให้ฝ่ายเทวดาดึงทางด้านหาง ฝ่ายอสูรดึงทางด้านหัว
การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์
ฝ่ายอสูรดึงด้านหัวพญานาค
ฝ่ายเทวดาดึงหางพญานาค
๒) พัฒนามาจากการเล่นกระบี่กระบอง
การแสดงกระบี่กระบองเป็นการฝึกอาวุธของชายไทย เพื่อป้องกันตนเอง และปกป้องประเทศชาติเป็นการฝึกความว่องไวในการเคลื่อนไหวร่างกาย เตรียมพร้อม เมื่อเกิดสงครามที่ต้องต่อสู้กับข้าศึก การแสดงโขนในสมัยโบราณน่าจะรับเอาแบบอย่างที่ใช้ในศิลปะการต่อสู้มาปรับปรุง ประดิษฐ์เป็นท่าทางการเต้น การเยื้องกราย และเป็นท่าทางร่ายรำของการต่อสู้ในการแสดงโขน